
"คิดตาม" ... คุณบัณฑูร ล่ำซำ โดย : ดร.โสภณ พรโชคชัย เมื่อ : 28/09/2007 12:29 PM
ผมเชื่อว่าคำว่า CSR (Corporate Social Responsibility)
ได้ถูกบิดเบือนไปเป็นอันมากในปัจจุบัน ด้วยการพยายามแปลงให้เป็นการ "ทำดี"
หรือการให้แบบ "ลูบหน้าปะจมูก" มากกว่าที่จะกล่าวถึงความสำนึกรับผิดชอบโดยไม่ละเมิดต่อผู้มีส่วนได้เสีย
(Stakeholders) ซึ่งเป็นประเด็นหลักของ CSR
ผมยังเชื่อว่าการบิดเบือนนี้กระทำโดยมุ่งหวังที่จะไม่รับผิดชอบต่อสังคมมากกว่า
เมื่อวันจันทร์ที่ 24 กันยายน ที่ผ่านมา สถาบันธุรกิจเพื่อสังคมได้เชิญ คุณบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ธนาคารกสิกรไทย ไปแสดงปาฐกถาเนื่องในโอกาสเปิดสถาบันฯ ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผมได้มีโอกาสไปฟังปาฐกถาที่ดียิ่งนี้ จึงขออนุญาตถอดความตามที่ผมพอจับความได้ และขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมต่อการพัฒนา CSR ในประเทศไทย
การให้ - การไถ
การให้ หรือ การบริจาคเพื่อการกุศล
เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการสร้างภาพพจน์ที่ดี ยิ่งถ้าเป็นบริษัท ห้างร้านขนาดใหญ่ หรือสถาบันการเงิน
ยิ่งเป็นเป้าของ "การไถ" คุณบัณฑูร ให้ข้อสังเกตว่า "ต้องให้บ้าง
หากไม่ให้เลยก็กลายเป็นว่าไม่มีน้ำใจ..." ยิ่งทำให้เสียภาพพจน์ไป อย่างไรก็ตามในปัจจุบันวิสาหกิจขนาดใหญ่หลายแห่งได้พัฒนาจากการให้มาเป็นการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วยตนเอง
ผมเคยคำนวณไว้ว่าคนไทยบริจาคเงินเพื่อการทำบุญ และเสีย "ภาษีสังคม"
เป็นเงิน 2.69% ของรายได้ต่อครัวเรือนต่อปี รวมเป็นเงินประมาณ 96,361 ล้านบาทต่อปี
ท่านทราบหรือไม่ว่ายอดขายของบริษัทมหาชนทั้งหลายในตลาดหลักทรัพย์นั้นคาดว่าจะเป็นเงินประมาณ
5,768,036 ล้านบาท (อนุมานจากการคูณ 2 ต่อรายได้ครึ่งแรกของปี
2550) หากบริษัทมหาชนทั้งหลายบริจาค 2.69% เท่ากับประชาชนทั่วไป ก็จะเป็นเงินสูงถึง
155,160 ล้านบาท ซึ่งคงจะสร้างคุณูปการได้มหาศาล แต่แน่นอนว่าบริษัทมหาชนเหล่านี้คงบริจาคน้อยกว่านี้ยิ่งนัก
ขีดขั้นของการทำดี
คุณบัณฑูร กล่าวว่าการทำดีนั้น เราย่อมหวังให้คนยกย่อง เราจะทำดีได้ก็ต่อเมื่อเราช่วยตัวเองได้แล้ว ธุรกิจที่ยังปริ่มน้ำอยู่คือยังไม่รู้ว่าจะรอดหรือไม่ ก็คงมีโอกาสทำดีได้ยาก ข้อจำกัดของการทำดีก็คือผลการประกอบการที่ดีของวิสาหกิจ ถ้าเราทำดี ทำ green marketing แต่งบการเงินติดลบหรือตกต่ำ หรือผลประกอบการแย่ลง ก็คงทำดีต่อไปไม่ได้ แม้แต่ผู้บริหารก็ยังอาจตกงานได้
ผมเชื่อว่า การให้ เป็นการบำบัดจิตอย่างหนึ่ง มีผลต่อผู้ให้มากกว่า คือทำให้ผู้ให้สบายใจ
หรือได้หน้า (มีน้อยคนนักที่คิดจะ ปิดทองหลังพระ) สำหรับคนรับนั้น
ก็คงได้รับการบรรเทาปัญหา แต่คงไม่ได้ดีขึ้น เช่น คงไม่มีขอทานคนใดขอจนรวย แต่กฎทุกกฎก็มีข้อยกเว้น
เช่น ชูชกในวรรณคดีหรืออาจมีชูชกในชีวิตจริงของ พ.ศ. นี้อยู่บ้าง
ให้แล้วสังคมดีขึ้นไหม
คุณบัณฑูร ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจยิ่งว่าการทำดี เช่น การปลูกป่า การรณรงค์เรื่องโลกร้อน
ฯลฯ นั้น ทำให้สังคมดีขึ้นหรือไม่ ข้อนี้ไม่มีเครื่องชี้วัดที่ชัดเจน แต่หากดูข่าวจากหนังสือพิมพ์จะเห็นว่าสังคมตกต่ำลง
แสดงนัยว่าการให้ที่ทำมาเนิ่นนานแล้วนั้น ไม่ได้ทำให้สังคมดีขึ้น บริษัทเอกชนย่อมไม่สามารถช่วยให้สังคมดีขึ้นด้วยการบริจาค
เช่นเดียวกับสลัมที่แต่เดิมมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง เดี๋ยวนี้หดหายไปมาก เพราะเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น
ประชาชนจึงสามารถลืมตาอ้าปาก ไม่ใช่มาจากการสงเคราะห์ของหน่วยงานใด ผมเคยเขียนไว้ว่า
"หนึ่งพันแม่ชีเทเรซา ก็ช่วยให้สลัมลดลงไม่ได้"
เรากำลังเล่นลิเก
คุณบัณฑูร
ให้ข้อคิดและยังกล่าวว่าเราไม่ควรหลอกตัวเอง อย่างพูดถึงสิ่งแวดล้อม นักการเมือง
ผู้ประกอบการ ต่างก็พูดถึง แต่หากทำไปแล้ว ทำให้เสียฐานคะแนนเสียง หรือกำไรหด ก็คงไม่มีใครทำ
โดยนัยของการทำความดีนี้ ผมเห็นผู้คนไปร่วมงานนี้จนล้นห้องประชุมใหญ่ จนต้องจัดการถ่ายทอดสดที่ชั้น 1 และ ชั้น 11 ดูแล้วก็น่าชื่นใจในความสำเร็จแทนผู้จัด แต่อีกนัยหนึ่ง งานนี้ก็อาจเป็นเช่นงานอื่นที่ผู้คนไปกันมากมายเพราะมีรัฐมนตรีมาเปิดงาน และจัดโดยตลาดหลักทรัพย์ ทำให้บริษัทมหาชนทั้งหลายและผู้สนใจไปร่วมงานกันมาก หากเป็นหน่วยงานเล็กๆ จัด โดยไม่เก็บค่าลงทะเบียนใดๆ เช่นนี้ ก็ใช่จะหาคนไปฟังได้มากมาย
กฏหมายกับคุณธรรม
ถ้าเรายึดถือแต่ความดีลอยๆ โดยไม่ยึดกฎหมาย ก็อาจตีความเลยเถิดไปว่า "แม้ไม่ผิดกฎหมาย
แต่ผิดจริยธรรม" การบังคับให้คนทำในสิ่งที่ไม่ใช่ "หน้าที่ตามกฎหมาย"
อาจเป็นการตัดสินคนอื่นตามอำเภอใจ ในโลกนี้อาจมีคนเล็ดรอดจากช่องโหว่ของกฎหมายเพียงน้อยนิดบ้าง
ซึ่งคงต้องยกประโยชน์ให้จำเลย ในขณะเดียวกันภาครัฐก็ต้องเร่งออกกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
ในทางตรงกันข้ามทุกวันนี้กลับมีคนอ้างคุณธรรม แต่ละเมิดกฎหมายเป็นอาจิณ ผมเคยเขียนไว้ว่าปัญหาสังคมทุกวันนี้ ไม่ใช่อยู่ที่คนทำดีน้อยไป แต่อยู่ที่คนละเมิดกฎหมายมากกว่า วิสาหกิจหลายแห่งอาจดูแลแต่ผลประโยชน์ของ stakeholders ที่เป็นผู้ถือหุ้น แต่กลับละเมิดต่อลูกจ้าง คู่ค้า ลูกค้า ชุมชนหรือสังคม
ไม่มีคำตอบ
คุณบัณฑูร ยอมรับว่าท่านเองก็ไม่มีคำตอบว่าความพอดีอยู่ตรงไหนระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจและสังคม ผมจึงขออนุญาตแบ่งปันความเห็นดังนี้:
1. ผมเห็นว่าก่อนอื่นเราควรแยกให้ออกระหว่าง การอาสาทำดี กับ ความรับผิดชอบตาม CSR การอาสาทำดี เป็นโดยความสมัครใจและไม่อาจให้ใครมากะเกณฑ์ ย่อมไม่แปลกที่วิสาหกิจขนาดเล็กไม่อาจอาสาทำดีได้ แต่ความรับผิดชอบต่อทั้งผู้ถือหุ้น ลูกจ้าง คู่ค้า ลูกค้า ชุมชนและสังคมโดยรอบ เป็นสิ่งที่วิสาหกิจไม่ว่าขนาดใดก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ไม่อาจเบียดเบียนผู้อื่นด้วยการละเมิดกฎหมาย
2. บริษัทใหญ่ๆ หลายแห่ง โฆษณาส่งเสริมการทำความดี (ที่ใช้เงินไม่มาก)
กันยกใหญ่ แต่ไม่ได้ดูว่ามีความรับผิดชอบจริงหรือไม่ ถ้าจะดู CSR ของบริษัทมหาชน
ก็ควรดูว่าวิสาหกิจเหล่านี้อยู่อย่าง "ฟู่ฟ่า" เอาเงินประชาชนมาปรนเปรอผู้บริหารอย่างเหลือล้น
โดยขัดกับหลักความพอเพียงหรือไม่ ผู้บริหารใช้สถานะของวิสาหกิจขนาดใหญ่ในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่
หากเฉพาะเจาะจงในกรณีสถาบันการเงิน ก็ต้องดูที่ความโปร่งใส มีการเรียกรับเงินใต้โต๊ะหรือไม่ แอบปล่อยกู้แก่เครือญาติหรือไม่ ขโมยความคิดทางธุรกิจ หรือฉ้อฉลต่อคู่ค้าหรือลูกค้าหรือไม่ เราควรสังเกตว่าวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่ประกอบกิจการที่หมิ่นเหม่ต่อการทำลายสิ่งแวดล้อม ชอบ "ชูธง" CSR นัยว่าเพื่อปกปิดการกระทำผิดกฎหมายของตนหรือไม่
3. คุณบัณฑูร ยังกล่าวว่า บางทีเราไม่กล้าพูดเพราะกลัวผู้มีอำนาจ ซึ่งคงหมายถึงอำนาจทางการเมือง
และทางการเงินนั่นเอง เข้าทำนอง "พูดไปสงอไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง"
เจ้าหน้าที่ภาครัฐเองก็อาจไม่บังคับใช้กฎหมายเพราะเกรงกลัวอำนาจ ตกลงทุกฝ่ายจึงได้แต่
"เล่นลิเก" ส่งเสริมการทำความดีกันยกใหญ่ โดยไม่มีโภคผลที่มีนัยสำคัญต่อสังคมโดยรวม
ทำธุรกิจอย่างไรให้สง่างาม
แน่นอนว่าวิสาหกิจยักษ์ใหญ่หลายแห่งที่รอดและกลับเติบโตชูคอได้ในสังคม
ก็เพราะโกงเขามา หรืออาศัยเส้นสายทางการเมืองจึงผูกขาดเติบโตได้ เราควรส่งเสริมจริยธรรมให้ถูกทางว่า
เราไม่ควรยกย่องหรือเห็นแก่อำนาจของวิสาหกิจเหล่านี้
สิ่งที่เราควรส่งเสริมก็คือ การทำธุรกิจให้สง่างาม ไม่ฉ้อโกงคนอื่นเพื่อความอยู่รอด
ไม่ปลิ้นปล้อนหลอกลวงเพื่อความสำเร็จ เราควรส่งเสริมจริยธรรมที่ว่า เราไม่ควรทำธุรกิจประเภท
"พายเรือให้โจรนั่ง" หรือ "ให้โจรพายเรือให้เรานั่ง"
(ประสบความสำเร็จโดยไม่เลือกวิธีที่ใช้)
เราควรส่งเสริมให้ผู้ริเริ่มประกอบธุรกิจ เลือกธุรกิจที่ไม่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย เรายังควรส่งเสริม CSR ด้วยการส่งเสริมให้วิสาหกิจทั้งหลายดำเนินงานตามครรลองของกฎหมาย ไม่ละเมิดกฎหมายเฉพาะในอุตสาหกรรมนั้นๆ หรือไม่ละเมิดกฎหมายทั่วไป เช่น การฉ้อโกง เป็นต้น ที่สำคัญเราควรส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรตรวจสอบทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อป้องปรามการละเมิดกฎหมายโดยเคร่งครัด
โปรดส่งเสริมจริยธรรมให้ถูกทาง !!!
หมายเหตุ - ดร.โสภณ
พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส เป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์
ขณะนี้ยังเป็นกรรมการ หอการค้าไทย สาขาจรรยาบรรณ และสาขาเศรษฐกิจพอเพียง และยังเป็นที่ปรึกษาสาขาอสังหาริมทรัพย์
ที่ปรึกษา Appraisal Foundation ซึ่งเป็นองค์กรกำหนดมาตรฐานการประเมินค่าทรัพย์สิน
สหรัฐอเมริกา ที่จัดตั้งโดยอำนาจของสภาคองเกรส และกรรมการบริหาร ASEAN Valuers Association
Email: sopon@area.co.th |